สวัสดีค่าสาวๆ ชาวซิสที่น่ารักทุกคน แน่นอนอย่างที่เราเคยบอกไปก่อนหน้านี้ว่าพอเข้าเดือนกุมภาเราก็ขอจัดรีวิวหนังรักหลายรูปแบบมาฝากสาวๆ กัน และวันนี้ Clubsister เราก็ขอกลับมาทำตามสัญญา ที่มาแนะนำหนังรักรับวาเลนไทน์กับ ” หนังรักรับวาเลนไทน์ ดูแล้วทำเอาใจพองโต! ” โดยลิสต์หนังนี้ขอเอาใจคนคลั่งรักกันซะหน่อย บอกเลยว่าแต่ละเรื่องชวนอมยิ้ม เรียกเสียงหัวเราะ แถมยังเรียกความหวานได้ไม่ใช่น้อย งั้นอย่ารอช้าเรามาเริ่มที่เรื่องแรกกันเลย

 

“5 หนังรักรับวาเลนไทน์ ดูแล้วทำเอาใจพองโต!”

 

เรื่องที่ 1: What Happens in Vegas (2008)

ระดับความสนุก: 4.5 / 5
ระดับความหวาน: 3 / 5

หนังรักรับวาเลนไทน์

หนังรักรับวาเลนไทน์เรื่องแรกที่เราอยากจะเสนอให้สาวๆ ได้ดูกันนั้น เรียกได้ว่าเป็นหนังโรแมนติก คอมเมดี้ ระดับตำนานเลยก็ว่าได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สร้างชื่อให้กับ Cameron Diaz เลยก็ว่าได้กับเรื่อง “What Happens in Vegas” พูดถึงเรื่องราวของ ‘จอย’ หญิงสาวสุดเพอร์เฟ็ค เจ้าแม่ Perfectionist ที่เรียกได้ว่า ไม่ว่าเธอจะทำอะไรเธอจะต้องมีแบบแผนระเบียบและวินัยให้กับตัวเองอยู่เสมอ ในวันเกิดของคู่หมั้นของเธอ เธอแพลนว่าจะเซอร์ไพร์สวันเกิดของเขา พร้อมเพื่อนๆ ของเขาและเธออีกมากมายในคอนโด แต่ทว่าเธอกลับโดยคู่หมั้นของเธอบอกเลิกแทน

มาทางด้านพระเอกของเรื่องอย่าง ‘แจ็ค’ เพลย์บอยหนุ่ม ว่าที่เจ้าของโรงงานเฟอร์นิเจอร์ เขาถูกพ่อของตัวเองไล่ออกจากโรงงานเพราะตัวเขานั้น ใช้ชีวิตไปวันๆ และไม่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาและเธอตัดสินใจ ละทิ้งชีวิตบัดซบที่เจอไปสำราญที่ลาสเวกัส เมืองแห่งแสงสี แต่ทว่าดันเกิดความผิดพลาด จอยกับแจ็คดันไปแต่งงานกันที่นั้นแบบที่ไม่ตั้งใจ และเรื่องกลับวุ่นวายเข้าไปใหญ่เมื่อทั้งสองกลายเป็นเศรษฐีจากการถูกแจ็คพอตใหญ่ในคาสิโน ด้วยเหตุนี้ทำให้แจ็คกับจอยต้องขึ้นศาลในฐานะสามีภรรยาที่ต้องการแบ่งเงินรางวัล

หนังรักรับวาเลนไทน์

บอกเลยว่าหนังรักรับวาเลนไทน์เรื่องนี้ จะเป็นอีกหนึ่งหนังรักที่ทำให้สาวๆ ชาวคลั่งรักอมยิ้มตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงวินาทีสุดท้าย นอกจากเคมีที่เข้ากันระหว่างคู่พระนางแล้วนั้น สิ่งที่เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับเราเลยคือ การแสดงออกที่เรียกได้ว่าเป็นเหมือนขั้วตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นนางเอกที่ทุกอย่างต้องเป๊ะ แต่ดันต้องจำใจมาใช้ชีวิตกับพระเอกที่เหมือนเด็ก ใช้ชีวิตไปวันๆ นั่นเลยเป็นสิ่งที่ทำให้ต้องปรับและจูนเข้าหากันอยู่ตลอดเวลา

แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการจะบอกกับเลยนั่นก็คือ การที่เราจะรักใครนั้น ไม่จำเป็นต้องพยายามเป็นคนที่ดีที่สุด “แต่จงเป็นคนที่รักและเป็นตัวเองมากที่สุด” เมื่อเราหาคนๆ นั้นเจอแล้ว
นั่นแหละคือความรักที่ดี และจะมั่นคงเรื่อยไป ไม่เพียงแค่นั้นสิ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการจะบอกกับเราอีกอย่างคงหนีไม่พ้นเรื่องการปรับตัว การที่จะให้ความรักของเรายืนยาวไปได้เรื่อยๆ นั้น เราทั้งคู่ต้องผ่านการปรับตัวเข้าหากัน และนั่นเป็นที่มาของคำว่า “คนที่ใช่ยังไงก็ต้องพยายาม”

 

เรื่องที่ 2: The Proposal (2009)

ระดับความสนุก: 4 / 5
ระดับความหวาน: 3.5/ 5

หนังรักรับวาเลนไทน์

และหนังรักรับวาเลนไทน์เรื่องถัดไป เป็นอีกหนึ่งหนังโรแมนติกคอมเมดี้ระดับตำนานอีกเรื่อง ที่ไม่ว่าสาวๆ คนไหน หรือใครๆ ก็ต้องรู้จัก และคุ้นชินกับฉากคุกเข่าขอแต่งงานนี้เป็นแน่และนั่นก็คือ “The Proposal” เป็นเรื่องราวของ ‘มาร์กาเร็ต’ บรรณาธิการสาวที่เข้มงวดเจ้าระเบียบและชอบปล่อยพลังใส่ลูกน้องบ่อย ๆ เธอเป็นคนแคนาดาที่กำลังจะถูกส่งกลับประเทศเพราะใบด้างด่าวเธอกำลังจะหมด

มีเพียงทางเดียวที่เธอจะสามารถอยู่ในประเทศเสรีได้ก็คือ เธอต้องแต่งงานกับผู้ชายอเมริกาเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ‘แอนดรูว์’ ผู้ช่วยส่วนตัวก็เลยต้องกลายมาเป็นผู้โชคดี(ตรงไหน) ในการปลอมตัวเป็นสามีจำลองให้กับเธอ เพราะสถานการณ์จำลองนี้เลยทำให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน มองเห็นมุมบางมุมที่ไม่เคยเห็น สุดท้ายมันเลยกลายมาเป็นความรัก

หนังรักรับวาเลนไทน์

หนังเรื่องนี้เป็นหนังรักรับวาเลนไทน์ของเราอีกเรื่องหนึ่ง ที่ดูกี่รอบก็ฮาปนน้ำตาคลอนิด ๆ แอบเขินตัวบิดหน่อย ๆ เพราะในหนังวางบุคลิกตัวละครอย่างนางเอกมาแบบ perfectionist มากทุกอย่างต้องเป๊ะ ๆ เป็นผู้หญิงแบบ working women ที่ฉลาดสามารถอยู่ตัวคนเดียวได้ (แบบขึ้นคาน) แต่ดั๊นมาจับคู่กับพระเอกที่ดูเป็นเหมือนผู้ชาย พนักงานออฟฟิศธรรมดาที่มีความฝันอยากจะเป็นนักเขียน

คุณลองนึกภาพตาม เจ้านายที่เราแม่มโครตจะเกลียดต้องมาใช้ชีวิตอยู่กับเราฉันผัวเมีย มันจะเป็นยังไง ฮ่า ๆ มันจะมีบางฉากที่ทำให้เราขำแบบสะใจ คือฉากที่พระเอกบังคับให้นางเอกขอแต่งงานกลางถนน ฉากที่นางเอกวิ่งไล่นกอินทรีย์ ฉากที่นางเอกเต้นรำกับคุณยายของพระเอกในป่า ซึ่งมันขัดกับบุคลิกความเป็น perfect girl ของนางเอกอย่างสิ้นเชิงแต่เราขออุบฉากน่ารัก ๆ กุ๊กกิ๊กไว้ก่อนละกัน เพราะเราอยากให้ไปดูเอาเอง มันจะได้ฟิลมากกว่านะจริง ๆ

 

เรื่องที่ 3: The Switch (2010)

สามารถรับชมได้ที่: NETFLIX (คลิกเพื่อชม)
ระดับความสนุก: 3.5 / 5
ระดับความหวาน: 4 / 5

หนังรักรับวาเลนไทน์

บอกเลยว่าหนังรักรับวาเลนไทน์เรื่องนี้ไม่ได้มีการนำเสนอมุมมองความรักแบบเด็กวัยรุ่นทั่วไป แต่เป็นการนำเสนอมุมมองความรักในรูปแบบผู้ใหญ่ที่พร้อมจะมีครอบครัว สอดแทรกความอบอุ่นที่ทำให้คนดูมีความสุขคล้อยตามกับหนัง “The Swith” จุดเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ ‘แคสซี่’ สาวโสดวัย 30 ที่ฝันอยากจะมีลูกเหมือนคนอื่นเขาขอรับบริจาคน้ำเชื้อจากหนุ่มรูปหล่อคนหนึ่ง

ซึ่งในวันเดียวกันนั้นเพื่อนสนิทของเธอ ‘วอลลี่’ ดั๊น!เมาและพลาด เป็นเหตุทำให้ต้องใช้น้ำเชื้อของเขาแทน และหลังจากนั้นแคสซี่ย้ายออกจากเมืองไป เรื่องราวถูกเก็บไว้เป็นความลับนานถึง 7 ปี จนกระทั้งแคสซี่กลับมา หอบเอาลูกชายของเธอกลับมาด้วย ความสนุกและน่ารักอบอุ่นจึงเริ่มเกิดขึ้นหลังจากนั้น

หนังรักรับวาเลนไทน์

หนังรักรับวาเลนไทน์เรื่องนี้เดินเรื่องด้วยการเล่าเรื่องของตัวพระเอกเอง ทำให้เราพอรับรู้ลักษณะนิสัยและความรู้สึกของวอลลี่ที่มีต่อแคสซี่เพื่อนสนิทของเขา ไม่ว่าจะเป็นความหึงหวงแบบเล็ก ๆ สไตล์ผู้ชายฟอร์มจัดหรือความกังวลเกินกว่าเหตุทุกครั้งที่เวลาแคสซี่จะออกเดทกับใครใหม่ รวมทั้งการพยายามที่แต่งตัวให้หล่อที่สุดเมื่อเวลานัดพบกัน

นอกจากฉากโรแมนติกของชายหญิงแล้ว หนังยังนำเสนอความอบอุ่นน่ารักและการแอบรักกันในแบบครอบครัวอีกด้วย เช่น ผู้เป็นพ่อรู้ว่าตนเองเป็นพ่อเพียงคนเดียว อย่างที่วอลลี่พยายามดูแลลูกชายของเธอให้เป็นอย่างดี คอยปลอบใจเขาและใส่ใจแบบแอบๆ ส่วนเคสซี่ที่ต้องการเลี้ยงลูกของตนให้ได้ดีที่สุดพร้อมมองหาสิ่งที่จะเข้าเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป และในส่วนของลูกชายที่พยายามทำความเข้าใจว่าตนนั้นเกิดมาไม่เหมือนเด็กปกติทั่วไปและต้องการครอบครัวที่อบอุ่นเหมือนกับคนอื่น ด้วยจุดนี้ทำให้คนดูคอยเชียร์และซึมซับความอบอุ่นนี้ไปได้เรื่อย ๆ ตลอดการทั้งเรื่อง

 

เรื่องที่ 4: No Strings Attached (2011)

สามารถรับชมได้ที่: NETFLIX (คลิกเพื่อชม)
ระดับความสนุก: 4 / 5
ระดับความหวาน: 4.5 / 5

หนังรักรับวาเลนไทน์
ถ้าจะให้พูดถึงหนังรักรับวาเลนไทน์ที่ไม่ว่าจะดูกี่ครั้งก็ยังชอบและอมยิ้มได้แทบจะทุกครั้งคงหนีไม่พ้นเรื่องนี้กับ “No Strings Attached” หากใครที่เคยติดตามหนังแนวนี้อย่าง Friends with Benefits มาแล้วนั้น จะต้องรู้จักเรื่องที่มีความใกล้เคียงกันอย่างเรื่องนี้แน่นอนเรื่องราวของ ‘เอ็มม่า’ คุณหมอฝึกงานที่กลัวการมีความรัก กับ ‘อดัม’ผู้ช่วยผู้กำกับที่มีพ่อเป็นดาราดังรุ่นใหญ่ ที่เคยรู้จักกันในอดีต ซึ่งความจริงแล้ว อดัมแอบชอบเอ็มม่ามาก่อนอยู่แล้วตั้งแต่สมัยเด็ก จนในที่สุดเขาได้กลับมาเจอเธออีกครั้ง และมาลงเอยด้วยกันกับความสัมพันธ์ที่ว่า Sex Friends ซึ่งทั้งคู่ตกลงกันว่า หากใครที่เริ่มมีความรู้สึกมากขึ้น พวกเขาจะหยุดความสัมพันธ์และข้อตกลงนี้ทันที

หนังรักรับวาเลนไทน์

สิ่งดีงามของหนังรักรับวาเลนไทน์เรื่องนี้คงเป็นความรู้สึกของตัวละคร ที่เราพอรู้อยู่ว่าอดัมชอบเอมม่าจริงๆ แต่ดูเหมือนเอมม่ากลับเป็นพวกจริงใจไม่จริงจัง ซึ่งในความเป็นจริงเธอแค่กลัวการมีความรักและความผิดหวัง ด้วยเหตุที่เธอเคยเห็นแม่ของเธอเสียใจอย่างหนักกับการจากไปของพ่อเธอในอดีต แต่ก็อย่างว่าไอ้ความสัมพันธ์แบบนี้ “ใครรู้สึกก่อนคนนั้นก็แพ้”

เลยเกิดเป็นมุมที่พระเอกของเราหยอดมุกโรแมนติกน่ารักกุ๊กกิ๊ก กับนางเอกเรื่อยๆ โดยเฉพาะฉากที่พระเอกดูแลนางเอกตอนเป็นวันนั้นของเดือน เชื่อว่าหากสาวๆ หลายคนที่ดูเรื่องนี้คงอยากมีแฟนทำให้แบบนี้ให้บ้าง ชัวร์! เอาเป็นว่าหากใครที่กำลังหาหนังรอมคอม น่ารักกุ๊กกิ๊ก เบาสมอง ดูแล้วอมยิ้มได้เรื่อยๆ นั้น เราขอแนะนำเรื่องนี้เลย

 

เรื่องที่ 5: Love, Rosie (2014)

ระดับความสนุก: 4.5 / 5
ระดับความหวาน: 5 / 5

หนังรักรับวาเลนไทน์

และแล้วเราก็มาถึงหนังรักรับวาเลนไทน์เรื่องสุดท้ายกันแล้ว และเรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เรียกได้ว่าเหมือนขวัญใจมหาชนและเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เรียกน้ำตาได้ดีกับฉากกล่าวคำยินดีในงานแต่งยอดฮิตกับ “Love, Rosie” นิยายรักโรแมนติกอีกเล่มหนึ่งที่ผันตัวเองมาเป็นหนังภาพยนตร์แนวโรแมนติกดราม่า โดยนำเสนอเรื่องราวความรักของเพื่อนรัก (รักเพื่อน) ต่างเพศที่โตมาพร้อมกัน ‘โรซี่’ และ ‘อเล็กซ์’ ทั้งคู่เรียนที่เดียวกันและมีความฝันที่จะก้าวไปสู่โลกกว้างด้วยการเข้ามหาวิทยาลัยในบอสตันพร้อมกัน ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี แต่ก็อย่างว่า เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิด โรซี่ดันท้องโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงไม่สามารถเดินตามความฝันที่ตัวเองวาดไว้กับอเล็กซ์ได้

หนังรักรับวาเลนไทน์

หนังเรื่องนี้เป็นหนังรักรับวาเลนไทน์อีกเรื่องที่เราอยากจะแนะนำให้สาวๆ ได้ลองดู โดยหนังดำเนินเรื่องแบบ Flashback เป็นการเล่าเรื่องราวย้อนหลังตั้งแต่พระเอกและนางเอกยังอยู่ High School ย้อนขึ้นมาเรื่อย ๆ ถ่ายทอดผ่านสิ่งรอบข้าง เช่น เทคโนโลยีอย่างการคุยกันผ่าน MSN, Nokia 3310 หรือแม้กระทั่งเพลง ในแต่ละช่วงเวลาไล่มาจนถึงปัจจุบัน ทำให้เราได้สัมผัสความรู้สึกของแต่ละตัวละครและอรรถรสของหนังได้อย่างครบถ้วน (ปนมุกตลกร้ายมาซะด้วย) มากไปกว่านั้น หนังยังสร้างจุดคลาดเคลื่อนและการสวนทาง ของการพบกันในทุกๆ ครั้งของพระเอกและนางเอกแม้กระทั่งฉากสุดท้ายก็ยังมี ทำให้เราต้องคอยลุ้นคาดหวังและพยายามเดาทางของเรื่องอยู่ตลอดเวลา

เรื่องราวในหนังทำให้เราได้ข้อคิดอะไรหลายๆ อย่างมากกว่าอารมณ์และความรู้สึก เรื่องแรกเลยคงหนีไม่พ้น การมีเพศสัมพันธ์ ในวัยเรียน ไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องดีจริงไหม ? และอีกสิ่งที่ได้จากการดูหนังเรื่องนี้คือ ไม่ว่าวันเวลาหรือยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สังคมกับผู้คนหน้าใหม่ ๆ อาจจะทำให้คนเราเปลี่ยนไปก็จริง แต่สำหรับบางคนมีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยนั้นคือความรักและความรู้สึกที่มีให้กับคนๆ นึง อีกทั้งหนังเรื่องนี้ไม่ได้ต้องการที่จะถ่ายทอดความรู้สึกของความรักในแบบหนุ่มสาวเพียงอย่างเดียว แต่ยังถ่ายทอดเรื่องราวความรักของคนในครอบครัวและการเดินตามความฝันของตัวเองอีกด้วย เรียกได้ว่าครบเครื่องเรื่องความรักจริงๆ

 

Photo Credit:

Comments

comments